LATEST POST

READ ARTICLE

วิธีทำให้ผิวขาว สวยใส โดยไม่มีอันตราย

เมื่อพูดว่าผิวขาวบอกได้เลยว่ามันคือสิ่งที่ผู้หญิงหลายต่อหลายคนต้องการแน่นอน โดยเฉพาะผู้หญิงไทยเรานั้นมันต้องการความขาวกันทั้งนั้น แต่การที่จะได้มาซึ่งผิวที่ขาวสดใสนั้นไม่ได้อยู่นิ่งๆนั้นมันจะขาวได้อย่างทันตานะ มันจะต้องมีหนทางช่วยทำให้ขาวด้วยเพราะว่าความขาวที่มาจากกรรมพันธุ์มันยังไม่เพียงพอหรอก วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการที่จะทำให้ผิวขาวขึ้น แบบไม่มีอันตรายมาฝากกัน
1. การขัดผิว (Exfoliating) เป็นวิธีการในการที่จะขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจากผิวหน้าเมื่อเซลล์ผิวเก่าที่ไม่สวยงามผ่านการขัดด้วยผลิตภัณฑ์หรือว่าสูตรจากธรรมชาติ จากมะนาว น้ำมะขามเปียก แล้วจะให้ผิวหนังหรือว่าเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงและสวยงามโผล่ออกมาได้ และเมื่อขัดผิวได้ตามต้องการแล้วค่อยทาครีมกันแดดช่วยป้องกันผิวไม่ให้ดำคล้ำและถูกทำลายจากสงแดดอีก
ดังนั้นท่องเอาไว้ว่าครีมกันแดดคืออาวุธประจำตัวสำหรับสาวที่อยากที่จะมีผิวขาวไม่มีฝ้าและไม่มีกระด้วย เวลาที่จะต้องเผชิญแสงแดดก็สามารถที่จะหยิบมาใช้ได้ทันการทันเวลา ข้อควรระวังในการขัดผิวหากขัดผิวแล้วมีส่วนผสมของเอเอชเอ ควรระวังในการที่จะสัมผัสแสงแดดเพราะว่าผิวจะไวต่อแสงแดดมาก ผิวบางด้วย ดังนั้นเมื่อขัดผิวควรหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง
2. รับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ เน้นการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ก่อนและถ้าหากอยากที่จะมีผิวขาวแล้วละก็ต้องเน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์กับผิว โดยให้มีผักและผลไม้ในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่งทุกมื้อ นอกจากจะทำให้ผิวขาวสวยแล้วยังย่อง่ายช่วยในเรื่องของการขับถ่ายด้วย หน้าตาผิวพรรณก็จะสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
3. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ คือ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งขึ้นไป การออกในแต่ละครั้งควรออกให้ได้อย่างน้อยครั้งละ 30 – 40 นาทีขึ้นไปจะช่วยให้ร่างกายได้ช่วยขับเหงื่อไคล และสิ่งสกปรกใต้ผิวรวมถึงสารพิษออกมา ผิวดูสว่างสดใสขึ้น ลดการอุดตันของสิ่งสกปรกใต้ผิว ทำให้ไม่มีสิว หน้าใสแน่นอน
4. เน้นการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีเพื่อผิวสวย เช่น Boji Tea Care จะทำให้ผิวสวยสดใส หรือว่ารับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว หรือว่าจะลองหาวิตามินซีแบบเม็ดที่ขายในร้านขายยาก็ได้
5. ใช้การขัดมาช่วย เช่น การใช้ใยบวบ เป็นการขัดผิวอย่างนุ่มนวลจะช่วยให้ผิวของคุณดูชุ่มชื่นและใสกระจ่างขึ้น

 

READ ARTICLE

ข้อควรปฏิบัติให้หน้าสวย

เป็นขั้นตอนที่ทำง่ายไม่เสียเงินอะไรเลย ลองเสียสละเวลาทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้สักนิดรับรองได้เลยว่าสามารถพิชิตหน้าสวยได้แน่นอน
1.การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเวลาที่คุณควรจะต้องนอนไม่เกิน 4 ทุ่ม ให้นอนระหว่าง 21.00 - 22.00 น. ควรนอนก่อน 23.00 น. และตื่นเช้าในช่วง 6.00-7.00 น. หรืออย่างน้อยต้องนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน จะทำให้ฮอร์โมนที่สำคัญได้รับการหลั่ง อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ในช่วงที่มีประจำเดือนนั้น สำหรับถ้าเพศหญิง พยายามในการที่จะลดการกินของมันและพยายามในการที่จะรวบผมไม่ให้โดนใบหน้าเพราะว่าผมจะมันและสกปรกมากกว่าปกติ
3. ล้างหน้าให้สะอาดหมดจดและไม่สมควรในการที่จะหน้าบ่อยมากจนเกินไป โดยให้เหมาะสมคือไม่เกินวันละ 2 ครั้งคือเช้าและเย็น เพราะว่าการล้างหน้าที่บ่อยมากจนเกินไปจะทำให้หน้ามันเพราะว่าตามธรรมชาติเมื่อล้างหน้าบ่อยร่างกายจะรู้สึกว่าหน้าแห้งจึงผลิตน้ำมันตามธรรมชาติออกมามากกว่าปกติ  
4. ออกกำลังกายอย่างเป็นประจำและสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะทำให้หัวใจ แข็งแรง แข็งแรง และช่วยเบิร์นไขมันแล้ว อีกอย่างที่เป็นผลพลอยได้ที่ดี คือ ช่วยให้ร่างกายขับเหงื่อและปัสสาวะได้ดีขึ้น พอสิ่งสกปรกออกมาตามเหงื่อได้ดี ผิวพรรณก็จะสดใส เปล่งปลั่ง มีสุขภาพดีไปด้วยโดยดารออกกำลังกายจะต้องออกอย่างต่ำนั้นครั้งละ 30 – 40 นาทีเพื่อให้หัวใจเต้นแรง เลือดลมสูบฉีดได้เป็นอย่างดี และออกสัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง และข้อควรระวังคือ เมื่อคุณออกกำลังหายเสร็จ อย่าพึ่งล้างหน้าโดยเด็ดขาดอาจจะทำให้เกิดฝ้าขึ้นได้ เพราะหน้าคุณกำลังร้อนอยู่เจอน้ำเย็น นั้นเอง
5. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย คือ พยายามในการที่ดื่มน้ำสะอาดที่เพียงพอ 8 -9 แก้วหรือ1-2 ลิตรต่อวัน จะทำให้เรามีสุขภาพผิวกายที่ดีจากภายในสู่ภายนอกได้แน่นอน การดื่มน้ำเปล่าควบคู่กับการใช้น้ำโสม sewa จะทำให้ผิวเด้ง ฉ่ำ ชุ่มชื้น มีออร่า
6. ดูแลระบบขับถ่ายและลำไส้ให้ดี เพราะว่าทำให้ผิวพรรณแจ่มใส เนื่องจากได้รับการเปลี่ยนถ่ายของเสียออกจากร่างกายนั้นเอง สำหรับคนที่ขับถ่ายยากสามารถที่จะใช้ตัวช่วยอย่างการทานนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ ช่วยให้ขับถ่ายได้สะดวก และควรที่จะฝึกการขับถ่ายเป็นเวลาในทุกๆ วัน เพื่อให้ร่างกายเป็นระบบ

 

READ ARTICLE

เทคนิคการซ่อมบำรุงและตรวจสอบสภาพรถยก

การสังเกตการทำงานในขณะที่ใช้งานระหว่างวัน จะต้องคอยสังเกตการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ของรถด้วยว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ เช่น การทำงานของเบรก เมื่อใช้มีเสียงดังหรือไม่ การทำงานของเครื่องยนต์ เมื่อเร่งเครื่องแล้วพบเจออาการสะดุดหรือมีเสียงผิดปกติ สังเกตตัววัดอุณหภูมิของเครื่องยนต์อยู่เสมอ ถ้าพบความผิดปกติเกิดขึ้นต้องรีบดำเนินการแก้ไขในทันที ดูการทำงานของระบบไฮดรอลิคในขณะยกต้องเร่งเครื่องยนต์มากขึ้นหรือเวลาเลี้ยวต้องใช้แรงมากขึ้นหรือไม่รวมถึงการจ่ายไฟของแบตเตอรี่รถที่ใช้เป็นพลังงานขับเคลื่อนรถทั่วไปจะเป็นแบตเตอรี่ชนิดตะกั่วและกรด นอกจากนี้ยังมีวิธีการบำรุงรักษาและเทคนิคเกี่ยวกับการ ซ่อมรถโฟล์คลิฟท์ ดังนี้
    1. การชาร์จแบตเตอรี่ประจำวัน ให้ปิดสวิทซ์กุญแจของรถมาที่ตำแหน่ง OFF ทุกครั้งก่อนทำการชาร์จ ปลดปลั๊กแบตเตอรี่ออกจากตัวรถและนำปลั๊กของแบตเตอรี่มาเสียบต่อกับปลั๊กของตู้ชาร์จ โดยจะต้องเสียบให้แน่น และเปิดฝาครอบเซลล์ทุกเซลล์ในขณะทำการชาร์จจ่ายกระแสไฟเข้าเครื่องชาร์จ กดปุ่ม NORMAL เพื่อเริ่มต้นชาร์จ โดยชาร์จจะทำการชาร์จไปเรื่อยๆ จนแบตเตอรี่เต็ม หลังจากกระแสไฟจะสว่างขึ้นและการชาร์จก็จะทำงานต่อไป เมื่อครบไฟบนตำแหน่ง UP ก็จะสว่างขึ้นแสดงว่าการชาร์จเสร็จสมบูรณ์ ตู้ชาร์จก็จะหยุดการชาร์จโดยอัตโนมัติเปิดตู้ชาร์จและนำแบตเตอรี่ไปใช้งานได้
    2. การบำรุงรักษารถประจำวันก่อนติดเครื่องยนต์ควรตรวจดูความสะอาดภายนอก ระดับน้ำในหม้อน้ำและหม้อพักน้ำ น้ำมันเครื่อง  น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ น้ำมันไฮโดรลิค น้ำมันเกียร์พวงมาลัย รวมถึงตรวจดูเกี่ยวกับระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่ ตรวจความตึงของสายพานเครื่องยนต์ ตรวจระบบสัญญาณไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ไฟส่องสว่างและสัญญาณแตร ตรวจสภาพความตึงของโซ่ยกของ สุดท้ายให้ตรวจวัดลมยางและเติมให้ได้แรงดันตามที่กำหนดไว้และตรวจรอยรั่วซึมตามจุดต่างๆ
    3. หลังใช้งานขณะที่เครื่องยนต์ยังติดอยู่ให้จอดรถในสถานที่จอดรถกำหนดไว้ ลดงาของรถให้อยู่ในแนวราบกับพื้นโรงงาน หล่อลื่นตามจุดต่างๆ ให้เรียบร้อย เช่น โซ่ยกของ ชุดแผ่นทองเหลืองหลังเสาตรวจเช็คดูการรั่วซึมจากการใช้งานเช่น น้ำมันไฮโดรลิค น้ำมันเกียร์ น้ำมันเครื่อง และน้ำในหม้อน้ำตรวจเช็คฟังเสียงว่ามีเสียงอะไรผิดปกติหรือไม่ หลังจากการใช้งาน ควรปล่อยให้เครื่องยนต์เดินเบาในตำแหน่งเกียร์ว่างจึงค่อยดับเครื่องยนต์

READ ARTICLE

การป้องกันและดูแลผิวจากเครื่องสำอาง

ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง ดังนั้นการแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางเพื่อเพิ่มความสดใสให้กับใบหน้านั้นเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ สำหรับส่วนผสมในเครื่องสำอางโดยเฉพาะเครื่องสำอางที่เน้นการปกปิดจุดบกพร่องบนใบหน้า ซึ่งมักมีสารกลุ่ม Iron Oxide ที่ทำให้เกิดสีเป็นองค์ประกอบหลัก และช่วยในเรื่องของการทำให้เครื่องสำอางติดทน สารกลุ่มนี้ก่อให้เกิดการอุดตันในรูขุมขนได้ง่าย ดังนั้นการไม่ล้างหน้า หรือเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางไม่สะอาดเพียงพอจึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดการอุดตันรูขุมขน จนเป็นปัญหาสิวตามมา นอกจากนั้นการอุดตันรูขุมขนยังรบกวนสมดุลของการผลัดเซลล์ผิวทำให้เกิดปัญหา
ผิวบอบบาง และผิวแพ้ง่ายตามมา ดังนั้นการทำความสะอาดเครื่องสำอางและการดูแลผิวหน้าหลังจากใช้เครื่องสำอางเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยมีวิธีการปฏิบัติดังนี้
    1. เพิ่มความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิว การแต่งหน้าในระหว่างวัน ทำให้ผิวไม่สามารถเปิดรับออกซิเจนได้ และในขั้นตอนของการทำความสะอาดซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผิวสามารถเปิดรับสารบำรุงได้อย่างเต็มที่ การเติมออกซิเจนให้กับเซลล์ผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะออกซิเจนทำหน้าที่ในการผลิตพลังงานพื้นฐานให้กับเซลล์ผิว เพื่อนำไปใช้ในการะบวนการผลัดเซลล์ผิวใหม่ให้เรียงตัวกันอย่างสมบูรณ์ เปรียบเสมือนเกราะป้องกันผิวที่มีความแข็งแรง ผิวนุ่มชุ่มชื่นต่อเนื่องยาวนาน
    2. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางมีหลายประเภทด้วยกัน สำหรับสูตรน้ำมันสามารถจับเครื่องสำอางได้ดี แม้เครื่องสำอางกันน้ำ แต่เมื่อล้างเครื่องสำอางออกก็ยังคงทิ้งคราบน้ำมันบนใบหน้า หากล้างหน้าไม่สะอาด น้ำมันที่จับกับสิ่งสกปรกก็จะอุดตันที่รูขุมขน ทำให้เกิดปัญหาสิวอุดตัน สูตรเนื้อครีม และสูตรน้ำนม สามารถให้ความชุ่มชื่น และอ่อนโยนต่อผิว ล้างเครื่องสำอางออกได้ดี แต่ด้วยส่วนผสม
ที่เป็นน้ำมัน ความมันที่คงเหลืออยู่หลังทำความสะอาดก็อาจเกิดการอุดตันที่รูขุมขนได้เช่นกัน และสูตรน้ำที่มีส่วนผสมที่อ่อนโยน สามารถน้ำความสะอาดได้ดี จึงทำให้ไม่เกิดอาการแพ้ ระคายเคืองและหลังจากล้างทำความสะอาดใบหน้าเรียบร้อยแล้วควรที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ Hira blue เพื่อบำรุงผิวหน้าให้ชุ่มชื่น คืนความกระชับให้กับใบหน้า
    3. หลักในการเลือกผลิตภัณฑ์เช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอาง ทำความสะอาดล้ำลึกด้วยนวัตกรรม ที่ประกอบด้วยส่วนหัวที่ละลายได้ดีในน้ำและส่วนหางที่ช่วยดักจับและขจัดเครื่องสำอาง สิ่งสกปรกและน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพจึงช่วยทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างล้ำลึกและหมดจด สำหรับเครื่องสำอางรอบดวงตานั้นเป็นบริเวณที่ทำความสะอาดได้ยากที่สุดควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนพิเศษแม้ต่อผิวรอบดวงตาอย่างแท้จริงนั่นคือสารทำความสะอาดที่มีค่า pH 7.4 เช่นเดียวกับค่า pH ของน้ำตา จึงอ่อนโยนไม่รู้สึกแสบระคาย แม้เข้าตา และสามารถทำความสะอาดได้คราบเครื่องสำอางรอบดวงตาได้

READ ARTICLE

การเลี้ยงปลานิลอย่างไรไม่ให้ขาดทุน

เกษตรกรที่เลี้ยงปลานั้นส่วนมากจะมีพื้นฐานในการเลี้ยงปลานิลอยู่แล้ว เพราะว่าปลานิลเป็นปลาที่เกษตรกรนิยมในการที่จะเลี้ยงมาแต่ไหนแต่ไร เกษตรกรที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงปลานิลเลย ควรศึกษาข้อมูลได้จากกรมประมงที่มีความรู้หรือว่าเกษตรผู้ที่มีประสบการณ์ในการที่จะเลี้ยงแล้วประสบความสำเร็จมาก่อน เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงการขาดทุนในการทำการเพาะเลี้ยงปลาในกระชังทั้ง กระชังบก และกระชังปลา มีข้อแนะนำดังต่อไปนี้
1. บ่อที่เหมาะสมในการที่จะเลี้ยงหากต้องการขุดบ่อ คือ ควรเลี้ยงปลาในบ่อดิน เพราะว่ามีความใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด และยังมีต้นทุนในการเลี้ยงไม่มากแต่จะต้องใช้พื้นที่ในการที่จะเลี้ยงและขุดบ่อพอสมควร  
2. การเลี้ยงปลายนั้น ควรมีแหล่งที่มาของน้ำมาจากธรรมชาติมากกว่าน้ำประปา เช่น บ่อน้ำ หรือ ลำคลอง หรืออาจจะเป็น น้ำจากชลประทาน เพื่อเอาไว้ใช้ในการปรับถ่ายน้ำในบ่อปลาเพื่อป้องกันการเน่าเสียของน้ำและประหยัดต้นทุนในการเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อปลา
3. หากต้องการเลี้ยงปลาในบ่อดินจะต้องมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ในการเลี้ยงปลาและจับปลา เช่น เครื่องสูบน้ำ แห อวน เพื่อใช้ในการจับปลาจำหน่าย
4. ในบ่อปลาควรที่จะมีแหล่งที่มาของอาหารหรือวัชพืช เช่น ผักบุ้ง ผักตบชวา แหน วัชพืชเหล่านี้สามารถที่จะลดต้นทุนในการที่จะให้อาหารปลาแทนอาหารเม็ดได้
ขั้นตอนในการเลี้ยงปลามันไม่อยากเกินกว่าที่จะเริ่มต้นด้วย สิ่งแรกที่จะต้องทำการคำนวณก่อนทำการเลี้ยงคือ ขนาดของบ่อปลาสูตรง่ายๆคือ 1 ไร่สามารถ เลี้ยงปลานิลได้ 800-1000 ตัว เป็นจำนวนที่เหมาะสมมากที่สุดเพราะว่าจะทำให้ปลามีขนาดเล็กไม่ได้ราคาในการที่จะจำหน่ายในแต่ละครั้ง
การเลี้ยงปลานิลจะต้องเฝ้าระวังศัตรูทั้งหลาย เช่น กบ เขียด ปลาดุก ปลาช้อน ปลาชะโด วิธีกำจัดศัตรูของปลานิลได้แก่การสูบน้ำในบ่อเลี้ยงปลานิลออกให้หมดก่อนนำปลาลงไปเลี้ยงเพื่อเป็นการเคลียร์บ่อและพักบ่อปลานิลที่ใช้ในการเลี้ยงเพื่อให้โตและเหมาะสมกับการจำหน่ายคือ มีขนาดประมาณตัวละ 3-5 ซม.และใช้กระชังมุ้งไนล่อนสีฟ้าล้อมรอบบ่อเพื่อเป็นการกันตัวที่จะมากินปลาทำให้ปลาเสียหายได้

READ ARTICLE

เลือกโต๊ะนักเรียนอย่างไรให้ถูกใจ

ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะทำงานหรือว่า โต๊ะเก้าอี้นักเรียน ล้วนแล้วแต่เป็นเปรียบเสมือนอวัยวะชิ้นหนึ่งของคนเราด้วยกันทั้งสิ้น การเลือกที่ดีและเหมาะสมนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุดแล้ว วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการเลือกโต๊ะในการใช้ในการทำงานหรือว่าใช้ในการเรียนหนังสือ ดังต่อไปนี้
พิจารณาจากวัตถุประสงค์การใช้งาน
1. พิจารณาตามจุดประสงค์ในการใช้งานใช้การเป็นหลัก เป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆที่เราจะต้องพิจารณาในการที่จะเลือกซื้อว่าเราจะใช้งานในการที่จะใช้ในการนั่งเรียนเป็นหลักใช่หรือไม่ โดยเฉพาะการนั่งเรียนนั้นไม่ได้เน้นที่ความสวยงามอะไรมากมาย ดังนั้นเรื่องของการดีไซน์หรือว่าการออกแบบให้สวยงามนั้นเรื่องนี้เราอาจจะไม่เน้นหนักมากมายอะไรเท่าไหร่ แต่เราควรเน้นการใช้สอยเป็นหลัก ว่าจะต้องเหมาะกับสรีระของเด็กในการนั่งเรียนเป็นหลักและจะต้องเสริมบุคลิกภาพของเด็กคือไม่นั่งก้มมากจนเกินไป จนทำให้หลังโก่ง เป็นต้น
2. หากโต๊ะนักเรียนนั้นจะต้องใช้วางคอมพิวเตอร์ด้วยนั้นควรที่จะเน้นในการที่จะสามารถที่จะรองรับน้ำหนักได้ดี พอสมควรเช่นกัน และมีพื้นที่สำหรับวางเคสและวางคีย์บอร์ดได้ และเน้นไปเรื่องของการคงทนและสามารถที่จะรองรับน้ำหนยักได้ดีด้วย ไม่เช่นนั้นสำหรับการที่เราจะใช้งานมันอาจจะเสื่อมสภาพได้ง่าย ดังนั้นสำหรับวางคอมพิวเตอร์นั้นจึงเน้นในเรื่องของการใช้งานและความแข้งแรงและคงทนเป็นหลัก
3. วัสดุที่ใช้ในการทำโต๊ะนักเรียน โดยมากจะมีทั้งแบบไม้และแบบพลาสติกและแบบลามิเนทซึ่งแต่ละอย่างล้วนแต่มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป อย่างโต๊ะไม้อาจจะมีราคาแพงกว่าและมีน้ำหนักมากแต่มีความแข้งแรงและทนทานมากกว่า และอีกทั้งยังมีความมั่นคง หรูหรา และทนทานมากที่สุด แต่ข้อเสียของวัสดุไม้คือการบวมน้ำ ยามที่ถูกน้ำ เกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย การใช้งานโต๊ะไม้จึงจะต้องระมัดระวังและดูแลมากเป็นพิเศษ ส่วนโต๊ะนักเรียนแบบพลาสติกข้อดีคือ มีน้ำหนักเบาและมีดีไซน์ที่สวยงามแต่รองรับน้ำหนักได้ไม่มากจึงไม่เหมาะสมสำหรับเด็กโต เหมาะสมกับเด็กเล็กมากกว่าเพราะว่าสามารถที่จะรองรับได้พอดีแกทั้งยังสามารถที่จะเน้นลวดลายหรือว่าสีสันที่สวยงามสดใส จูงใจเด็กได้ อีกแบบสุดท้ายคือแบบลามิเนท ซึ่งเป็นวัสดุที่ดัดแปลงที่ลักษณะคล้ายไม้มากที่สุด ที่ดูแลและรักษาง่ายกว่าไม้และดูแลง่ายกว่ากันเยอะเลย แต่ข้อเสียคือ คงทนอาจจะน้อยกว่าโต๊ะไม้จริงเท่านั้น

READ ARTICLE

ข้อควรระวังในการแต่งกายให้ดูดีของทอม

สาวหล่อที่มั่นใจในตนเอง คงจะไม่มีปัญหาในการแต่งกายเท่าไหร่แต่สาวหล่อหลายคนที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองสักเท่าไหร่นั้นเรื่องของการแต่งกายนั้นมันคงจะมีปัญหาในเรื่องของการเลือกเสื้อผ้าพอสมควร ทั้งการเลือกเสื้อ กางเกงและ เสื้อกล้ามทอม หากเลือกให้ดูดีแล้วละก็จะช่วยเสริมบุคลิกภาพให้ดูดีและประทับใจ อีกทั้งยังช่วยเสริมความมั่นใจในให้ตัวเอง

การแต่งตัวก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับคนอื่นได้ โดยเฉพาะสาวหล่อซึ่งการแต่งกายช่วยเสริมบุคลิกภาพได้ดี ซึ่งในปัจจุบันมีเสื้อผ้าออกมามากมายซึ่งสามารถที่จะเลือกในแบบที่เหมาะกับคุณและเสริมบุคลิกภาพได้ด้วย  ดังนั้นลองมาข้อแนะนำในการแต่งกายให้ดูดีในเรื่องที่ไม่ควรทำ

1. สวมใส่กางเกงแบบพอดีตัว ไม่เน้นให้เป๋าตุงแบบผู้ชายทั่วไป มันจะทำให้ดูหลอกตาและไม่สมจริงแถมทำไปทำมายังเทอะทะและโทงเทง
 2. ไม่สวมใส่รองเท้าแตะตลอดเวลา แม้นว่าจะมีความสะดวกสบายในการสวมใส่แต่มันไม่ได้เหมาะสมกับทุกโอกาสแถมยังไม่ได้เท่ห์แนะนำให้สวมรองเท้าผ้าใบจะดีกว่าจะทำให้สามารถเข้ากับทุกชุดและดูดีเหมาะสมกับทุกโอกาสและทุกเทศกาล
4. ไม่สวมกางเกงยีนส์หลวมมากจนเกินไป จนไปกองกับพื้นทำให้ไม่สวยงามดูไปดูมายิ่งทำให้เชยอีกต่างหาก โดยเฉพาะสาวหล่อที่มีรูปร่างอ้วนและเตี้ยนั้นทำให้รูปร่างของคุณดูอ้วน เตี้ย ไม่สมส่วนอีกต่างหาก
5. ไม่เชิ้ตแขนยาวที่ยาวจนปิดไปครึ่งฝ่ามือ และถ้าหากซื้อมาแล้วนั้นเกิดยาวจนเกินไปควรที่จะพับแขนขึ้นมาจะทำให้มันดูดีกว่า
6. ฉีดน้ำหอมเข้ามาช่วยในการเพิ่มเสน่ห์ให้กับสาวหล่อได้แน่นอน ใช้วิธีการฉีดเฉพาะจุดน่าจะเป็นวิธีการที่ดีมากที่สุด
7. ไม่สวมกางเกงของยาวมากจนเกินไป ทำให้มันดูไม่ดีแถมยังสกปรกและเลอะเทอะ อีกทั้งการเหยียบไปเหยียบมาจะทำให้กางเกงตัวนั้นขาดได้
8. เซ็ตผมให้ดูดี ใช้ไดร์เป่าผมช่วย แม้นว่าเราจะตัดสมสั้นค่อนข้างเหมือนผู้ชายแต่การเช็ตผมก็สำคัญเช่นเดียวกันอย่าไปไหนทั้งผมเปียกๆมันไม่ได้ดูดีเลย

READ ARTICLE

เคล็ดลับดีๆ ในการดูแลเสียผม เรารวบรวมไว้ให้คุณแล้ว

ผมที่สวย จะช่วยเสริมสร้างบุคลิกและเสน่ห์ของคุณให้ผู้ที่พบเห็นประทับใจได้ และยังช่วยให้คุณผมเป็นทรง จัดทรงง่าย ไม่ต้องจัดแต่งทรงผมมาก รวมถึงไม่เสียบุคลิกจากการที่คันแล้วเกาบ่อยๆ
ถ้าคุณกำลังมองหาเคล็ดลับต่างๆ ในการดูแลเส้นผมให้สวยงาม สุขภาพดี และปกป้องเส้นผมจากการถูกทำร้าย เราได้รวบรวมมาไว้ให้คุณที่นี่แล้วค่ะ
1. หลังสระผมควรเช็ดผมให้แห้งโดยค่อยๆ ซับ อาจใช้ไดร์เป่าผมร่วมกับการใช้แปรง
2. แปรงที่ใช้ควรใช้แปรงหวีซี่ห่างๆ เพื่อที่จะได้ไม่เสียดสีหรือขัดถูเซลล์ของเส้นผมชั้นนอกซึ่งเป็นเกราะให้เสียไป การแปรงผมควรใช้ขนแปรงคุณภาพดี ไม่ควรใช้แปรงที่มีขนแหลมแข็ง การแปรงผมจะสามารถช่วยกระจายน้ำมันหล่อเลี้ยงเส้นผมได้อย่างทั่วถึง ทำให้เส้นผมนุ่มสลวยเป็นเงางาม
3. การเป่าผมด้วยความร้อนสูง การดัดผม และการกัดสีผมด้วยสารเคมี ถ้าไม่จำเป็นก็ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากสิ่ง
เหล่านี้จะเป็นสาเหตุให้เส้นผมแห้งและเสียอย่างรุนแรงได้
4. ถ้าคุณต้องอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์เป็นเวลานานอาจต้องหาหมวกหรือผ้าคลุมผม เพื่อป้องกันผมไม่ให้ถูก
ความร้อนจากแสงแดดแผดเผา
5. อย่ารวบหรือทำผมทรงที่ต้องดึงรั้งรากผมมากเกินไป เพราะจะทำให้ผมร่วงได้
6. ถ้าต้องว่ายน้ำอาจต้องใส่หมวกว่ายน้ำเพื่อป้องกันเส้นผมทุกครั้ง
7. ถ้าผมร่วงมากควรเลือก แชมพูแก้ผมร่วง มาใช้ หรือปรึกษาแพทย์ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้
8. อย่าสางผมในขณะที่ผมยังเปียก เพราะจะทำให้ผมแตกปลาย เปราะ ขาดง่าย
9. ควรทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องมือทุกชนิดที่เกี่ยวกับการจัดแต่งดูแลทรงผมทุกครั้งที่ใช้
10. ควรจัดแต่งทรงผมที่เข้ากับสภาพเส้นผมของคุณ เช่น ควรตัดผมในลักษณะเรียบในรายที่มีเส้นผมทิ้งตรง
หรือการทำลอนบางๆ สำหรับผู้ที่มีผมหยักศก เป็นต้น
11. ควรตัดเล็มเส้นผมทุก 4 ถึง 6 สัปดาห์เพื่อให้คุณดูดีอยู่เสมอ
12. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส สามารถจะทำให้สุขภาพผมของคุณดีตามไปด้วยได้
เส้นผมนั้นมีความสำคัญอย่างมาก ทรงผมที่งดงามเหมาะกับรูปหน้าของคุณ เรือนผมที่มีสุขภาพดี เป็น
ประกาย จะเป็นการเสริมบุคลิกภาพของคุณให้สง่าและโดดเด่นได้เป็นอย่างมาก คุณจึงไม่ควรละเลยที่จะดูแลเส้นผมและหนังศีรษะด้วยนะคะ

READ ARTICLE

จัดกระเป๋าเดินทางไปท่องเที่ยวอย่างไรให้มือโปร

การเดินทางท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่สร้างประสบการณ์ในการเดินทาง แถมยังสามารถที่จะทำให้ร่างกายได้พักผ่อน มีความสุขในการเดินทางด้วย แต่ก่อนที่เราจะเดินทางไปเที่ยวแต่ละครั้ง นั้นนอกจากการวางแผนที่ดีแล้วนั้นเรื่องของการกา จัดกระเป๋าเดินทาง ให้สมดุลกับความต้องการใช้นั้นอาจเป็นเรื่องยาก ทำไปทำมาหลายคนยังเหนื่อยกับการจัดกระเป๋ามากกว่าการวางแผนไปท่องเที่ยวเสียอีก

แต่ในความเป็นจริงแล้วการจัดกระเป๋าไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่หรอก หากแต่ว่าคุณรู้เทคนิควิธีจัด กระเป๋าเดินทางราคาถูก เท่านี้เรื่องของการที่เราจะจัดจัดกระเป๋าก้ไม่ได้ยากอีกต่อไป วันนี้เรามีเทคนิคในการที่จะจัดกระเป๋าฉบับมือโปรมาฝากกัน

1. การพับเสื้อผ้าเพื่อให้ใส่กระเป๋าให้ใช้วิธีการม้วนเสื้อผ้า กางเกง ผ้าขนหนู แทนกับพับจะดีกว่า จะช่วยประหยัดพื้นที่ในกระเป๋าและลดการยับของเสื้อผ้าได้ด้วย
2. หากการพับเสื้อผ้าจำนวนมาก หากมีความกังวลว่าเสื้อผ้าจะมีกลิ่น  ให้ใช้กระดาษทิชชู่ยี่ห้อที่หอมๆวางไว้ฐานล่างสุดของกระเป๋าเดินทาง จะช่วยเสื้อผ้าหอมสะอาดมากกว่าเดิม
3. ถ้ามีเสื้อผ้าที่จำเป็นต้องพับจริงๆ ให้ใช้ทิชชู่หรือว่ากระดาษหนังสือพิมพ์ยัดๆไว้เพื่อป้องกันการยับ (ไม่เชื่อลองเล่นๆดูในตู้เสื้อผ้าก็ได้)
4. ของชิ้นเล็กชิ้นน้อยจำพวกเครื่องประดับ เครื่องเพชร ทอง เงิน ต่างๆ ให้ใส่กล่องเก็บก่อน เพื่อป้องกันการหายและเกิดรอยขีดข่วน เช่นเดียวกับสายชาร์จ หูฟัง สายไฟเล็กๆก็เก็บในกล่องก่อนเช่นกันเพื่อป้องกันการกระจุยกระจายและให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยก่อน
5. การเก็บถุงเท้าใส่กระเป๋าเดินทางให้ยัดลงไปในรองเท้า เก็บใส่กระเป๋าเก็บรองเท้าแล้วจึงนำมารวมในกระเป๋าเดินทางอีกครั้ง
6.ของใช้จำพวกของเหลว เช่น ครีมทาผิว ครีมบำรุงผิว เครื่องสำอางบางประเภทใส่หลอดแยกมา
7. เสื้อเชิ้ตแขนยาวมักที่จะยับง่ายมากกว่าปกติ การพับลงกระเป๋าเดินทางควรวางทีละตัวแล้วมาพับแขนอีกครั้ง
8. พกของใช้ไปเท่าที่จำเป็นอย่าเอาไปเยอะมากจนเกินไป เพราะว่าในกรณีเดินทางไปท่องเที่ยวนานก็สามารถหาซื้อได้อย่างสบาย

READ ARTICLE

คุณแม่ตั้งครรภ์ จะแต่งตัวอย่างไรดีนะ

หนึ่งในความหนักใจของคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลาย นอกจากเรื่องความปลอดภัย และความสมบูรณ์ของลูกน้อยในท้องแล้ว ก็เห็นจะเป็นเรื่องของความสวยความงาม
แม้ว่าจะท้องอยู่ แต่เรื่องของความสวยความงามก็ยังเป็นสิ่งที่คุณแม่ทุกคนให้ความสำคัญ วันนี้เราจึงขอมาแบ่งปันเรื่องการแต่งกายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ค่ะ
เสื้อ
เสื้อที่สวมใส่ไม่จำเป็นที่คุณต้องใส่ตัวหลวมโคร่ง ใหญ่กว่าขนาดตัวมาก เพราะแทนที่จะสบาย มันกลับทำให้คุณดูรุ่มร่ามและไม่ถนัดในการนั่ง ยืน เดิน หรือนอนมากเข้าไปอีก การเลือกเสื้อที่ดี จึงควรเลือกเสื้อที่มีขนาดที่กำลังดี คือเมื่อใส่แล้วไม่รัดแน่นท้องก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ไซซ์ใหญ่มากมาย
กางเกง
เรามักเห็นว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ มักจะใส่ชุดคลุมท้องเสียส่วนใหญ่ เนื่องจากใส่สบาย สามารถใส่ได้พอดีกับทุกสรีระเพราะทำมาเพื่อคนท้อง และสะดวกในการทำกิจกรรมต่างๆ เนื่องจากไม่ต้องใส่กางเกง แต่สาวๆ ที่ท้อง และชื่นชอบการใส่กางเกงก็สามารถใส่ได้ การเลือกกางเกงที่จะสวมใส่สำหรับคนท้อง ควรเป็นแบบเอวยางยืด ไม่รัดแน่นและไม่หลวมจนเกินไป เนื้อผ้าบางเบา ไม่หนา อาจเลือกใส่ได้ทั้งแบบขาสั้น ขาสามส่วน และขายาว แล้วแต่ความชอบ แต่ควรเป็นเนื้อผ้ายืด ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ถอด-ใส่ได้ง่าย และไม่ขายาวจนเกินไป หรือขาบาน เพราะอาจทำให้หกล้มได้
รองเท้า
รองเท้าเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่คุณแม่ในขณะตั้งครรภ์ควรให้ความใส่ใจเป็นอย่างมาก รองเท้าที่ใส่ควรเป็นรองเท้าส้นเตี้ย มีดอกยางเกาะพื้นได้ดีแม้ในที่ที่มีน้ำหรือลื่นได้ง่าย สวมใส่ถนัดพอดีเท้า ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป ควรหลีกเลี่ยงรองเท้าที่มีหัวตุ๊กตาใหญ่ๆ หรือประดับเยอะๆ เพราะอาจทำให้สะดุดได้ง่าย หลีกเลี่ยงรองเท้าส้นตึก หรือส้นสูง เพราะเมื่อสวมใส่อาจทำให้ปวดท้องได้ ตั้งครรภ์คุณควรใส่รองเท้าส้นเตี้ย เพื่อให้เดินได้สะดวก และป้องกันการหกล้มที่อาจเกิดขึ้น โดยรองเท้าที่ควรสวมใส่ ควรเป็นรองเท้ารัดส้น ส้นเตี้ย มีดอกยางเกาะพื้นได้ดี และพอดีกับขนาดเท้า จะช่วยให้คุณเดินได้อย่างปลอดภัย
ข้อห้ามในการตั้งครรภ์
เมื่อตั้งครรภ์ คุณควรหลีกเลี่ยงรองเท้าส้นสูง การทำสีผม เพราะการทำสีผมของคุณ เป็นการนำสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย ทั้งทางผิวหนัง และการสูดดม ซึ่งนอกจากจะเป็นอันตรายต่อคุณ ยังเป็นอันตรายต่อลูกในท้องได้ การทาเล็บ การใช้สารเคมีต่างๆ ด้วย เช่น เครื่องสำอาง การใส่น้ำหอม เป็นต้น
ในช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่ก็สามารถแต่งตัวสวยได้เช่นกัน แต่ก็ควรเลือกใส่อย่างเหมาะสมเพื่อความปลอดภัยด้วยนะคะ ในช่วงนี้หากมีอาการแปลกๆ เช่น ผมร่วงก็ไม่ต้องตกใจไปค่ะ และอาจจะมีอาการ ผมร่วงหลังคลอด ด้วย ซึ่งก็จะสามารถหายได้เอง